วันอังคารที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

ขนมไทย(เชื้อชาติโปรตุเกส)

ขนมไทย(เชื้อสายโปรตุเกส)

 มารี กีมาร์ หรือ ท้าวทองกีบม้า เป็นหัวหน้าห้องเครื่องต้นในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา เจ้าตำรับขนมไทยตระกูล ทอง ที่ได้รับอิทธิพลมาจากอาหารโปรตุเกส ได้สมญาว่าเป็น “ราชินีแห่งขนมไทย” มารีได้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าเครื่องต้น ทำหน้าที่กำกับชาวพนักงานหวานในพระราชวัง ตำแหน่ง ท้าวทองกีบม้า จึงได้สร้างสรรค์ขนมหวานหลากหลายชนิด โดยดัดแปลงมาจากตำรับอาหารของโปรตุเกสให้เป็นขนมหวานของไทย โดยผสมผสานความรู้ด้านการทำอาหารที่มีมาแต่เดิมประยุกต์เข้ากับวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น ทั้งยังถ่ายทอดความรู้ให้แก่นางข้าหลวงในปกครอง จนตำรับขนมของท้าวทองกีบม้าเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและตกทอดมาถึงปัจจุบัน ถือเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมโปรตุเกสที่ผสมผสานกับสังคมไทยได้อย่างกลมกลืน  ขนมที่เชื่อว่า ท้าวทองกีบม้า ได้ดัดแปลงเป็นขนมหวานของไทยนั้นได้แก่    

1.ขนมทองหยิบ/ทองหยอด/ฝอยทอง

  ทองหยิบเป็นขนมโบราณที่อยู่ในชุดของขนมที่ใช้ในงานมงคลต่าง  ประยุกต์มาจากขนม Trouxas de ovos หรือ Trouxas das Caldas

 วิธีทำ - ทำน้ำเชื่อมสำหรับหล่อขนมโดยใส่น้ำลอยดอกมะลิกับน้ำตาลทราย เปิดเตา และคนจนน้ำตาลละลาย พอเดือดดับเตาแล้วพักน้ำเชื่อมไว้จนเย็น ตอกไข่ใส่ในชามผสม แยกไข่แดง เอาไข่ขาวออกจนหมดหรือให้เหลือน้อยที่สุด ตีไข่แดงให้เข้ากัน กรองด้วยผ้าขาวบาง เริ่มด้วยตีไข่ให้ขึ้นฟู ทำน้ำเชื่อมสำหรับทำทองหยิบโดยใส่น้ำลอยดอกมะลิกับน้ำตาลทราย เปิดเตาคนจนน้ำตาลละลาย รอจนเดือด พอน้ำเชื่อมเดือดแล้ว เหยาะน้ำลงไปเล็กน้อยแล้วดับเตา รอจนน้ำเชื่อมนิ่งก็หยอดไข่ลงไป พอหยอดเต็มกระทะก็เปิดเตา พอขนมฟูขึ้นก็พลิกอีกด้านหนึ่ง พอสีเข้มขึ้นและสุกทั้งสองด้านก็ตักขึ้นได้ ก่อนตักขึ้นให้แกว่ง ๆ ล้างฟองออกให้หมดก่อน พักไว้ในน้ำเชื่อมเย็นที่เตรียมไว้ เหยาะน้ำลงไปแล้วดับเตา รอจนน้ำเชื่อมนิ่ง หยอดต่อได้เลย พอหยอดเต็มกระทะเปิดเตา รอจนสุกตักขึ้น ทำจนแป้งหมด แช่แผ่นทองหยิบไว้ในน้ำเชื่อมเย็นประมาณ 5-10 นาทีค่ะ พอครบเวลาขั้นตอนต่อไป เราจะมาจับจีบกันนะคะ เอาด้านเรียบไว้ด้านนอกค่ะ จะจับ 34 หรือ 5 จีบก็แล้วแต่ชอบเลยค่ะ ใส่ในถ้วยตะไลที่เตรียมไว้ จัดทรงให้สวยงาม จากนั้นรอให้เซตตัวสัก 1 ชั่วโมง


ทองหยอด ดัดแปลงมาจากขนม Ovos Moles อ่านออกเสียงว่า อวุช มอลึช มีถิ่นกำเนิดจากเมืองชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของโปรตุเกสรูปร่างของขนมต้นฉบับดูละม้ายคล้ายคลึงกับเปลือกหอย

วิธีทำ -  ทำน้ำเชื่อมโดยใส่น้ำลอยดอกมะลิกับน้ำตาลทราย เปิดเตาคนจนน้ำตาลละลาย รอจนเดือด พอน้ำเชื่อมเดือดแล้ว เหยาะน้ำลงไปเล็กน้อยแล้วดับเตา ตอกไข่ใส่ในชามผสม แยกไข่แดง เอาไข่ขาวออกจนหมดหรือให้เหลือน้อยที่สุด ตีไข่แดงให้เข้ากัน กรอด้วยผ้าขาวบาง เริ่มด้วยตีไข่ให้ขึ้นฟู(ฟูมากกว่าทองหยิบ) พอขึ้นฟูแล้วแบ่งไข่ใส่ถ้วย ใส่แป้งข้าวเจ้าลงไปประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ ค่อย ๆ ใส่ทีละช้อน แล้วตะล่อมเบา ๆ จนเข้ากันการใส่แป้งจะทำให้ไข่ไม่เหลว และอยู่ตัวขึ้นรูปง่ายเวลาหยอดค่ะ พอเข้ากันแล้วก็เตรียมนำมาหยอดได้ ต้มน้ำเชื่อมจนเดือดเป็นฟองฟูแล้วจึงหยอดไข่ลงไปต้มประมาณ 2-3 นาที เหยาะน้ำลงไปเล็กน้อยเพื่อเช็กว่าทองหยอดสุกหรือยัง ถ้าทองหยอดลอยและสีเข้มขึ้นแสดงว่าสุกแล้วค่ะ ตักขึ้นได้เลย พักในน้ำเชื่อมเย็น แช่ไว้ประมาณ 2-3 นาที จากนั้นตักขึ้นสะเด็ดน้ำเชื่อม 

         


ที่มาของเนื้อหา

ฝอยทอง หรือ ในภาษาโปรตุเกสคือ  fios de ovos เป็นขนมมีลักษณะเส้นฝอยๆ สีทอง

วิธีทำ - แยกไข่แดงกับไข่ขาวออกจากกันและรีดไข่น้ำค้าง (ไข่ขาวที่เป็นน้ำใส ๆ เหมือนน้ำค้างติดอยู่ภายในเปลือกไข่) ลงไปในไข่แดง (ไข่น้ำค้างทำให้เส้นฝอยทองเหนียวนุ่ม ไม่ขาดง่าย) ตีผสมไข่แดงให้พอเป็นเนื้อเดียวกัน (ไม่ต้องตีให้ขึ้นฟู เพราะจะทำให้เส้นขาดเวลาโรยลงในกระทะ) จากนั้นนำไปกรองในผ้าขาวบาง เตรียมไว้ทำน้ำเชื่อม โดยใส่น้ำลอยดอกมะลิ น้ำตาลทราย และใบเตย ลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟกลางรอจนน้ำตาลละลาย จากนั้นนำไปกรองแล้วเทใส่ลงกระทะทองเหลือง เคี่ยวด้วยไฟอ่อนอีกครั้งจนเหนียวข้น ตักส่วนผสมไข่แดงลงในกรวยแล้วค่อย ๆ โรยไข่แดงลงไปในน้ำเชื่อมที่เดือด (ใช้ไฟกลาง) วนให้รอบกระทะทองเหลืองประมาณ 20-30 รอบต่อชิ้น จากนั้นยกกรวยขึ้นพอไข่แดงสุกให้ใช้ไม้ปลายแหลมพับครึ่งเส้นฝอยทอง แล้วเอามาพักบนตะแกรงให้สะเด็ดน้ำเชื่อม


ที่มาของเนื้อหา

    2. ขนมหม้อแกง สังขยา

ขนมหม้อแกง ได้รับความนิยมชมชอบจากชนชั้นสูงในวัง ต่อมาเมื่อลูกมือในบ้านของท้าวทองกีบม้าได้แต่งงาน ก็ได้นำสูตรและวิธีการทำขนมหม้อแกงออกมาถ่ายทอด ทำให้ชาวบ้าน คนธรรมดา ได้มีโอกาสรู้จักกับขนมหม้อแกง

วิธีทำ - นำถั่วเขียวไปปั่นกับกะทิจนละเอียดใส่ไข่เป็ดลงในชามผสม ตามด้วยน้ำตาลปี๊บ และใบเตย ขยำให้เข้ากัน และน้ำตาลปี๊บละลาย จากนั้นเอาใบเตยออกใส่ถั่วเขียวปั่นลงไป และคนให้เข้ากัน ทใส่ถ้วย และนำไปอบด้วยเตาอบลมร้อน อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส 10 นาที โรยหอมแดงเจียว พร้อมเสิร์ฟ



    
สังขยา “สังขยา” หรือ ไส้ใบเตย หนึ่งไส้ทีเด็ดใน “ขนมกรวยทอง”

ต้นกำเนิดมาจากยุโรปตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน ภายใต้ชื่อว่า “คัสตาร์ด” ก่อนจะเข้ามาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย ชาวโปรตุเกสที่เข้ามายึดเมืองท่ามะละกา ในปี พ.ศ.2054 (ค.ศ.1511) เพื่อทำการค้าขายกับกับหลายอาณาจักร รวมถึง อยุธยา

วิธีทำ -  นำไข่เป็ดและไข่ไก่ ใส่อ่างผสม รวมกับน้ำตาลมะพร้าว น้ำเปล่า หัวกะทิ และใบเตยใช้มือขยำส่วนผสมให้เข้ากันดี และน้ำตาลละลายดี นำส่วนผสมมากรองเพื่อเอาใบเตยออกตั้งซึ้งให้น้ำเดือด จากนั้นปรับลงไฟลงให้เหลือกลางค่อนอ่อน แล้วนำสังขยาลงไปนึ่งจนสุกนำสังขยาลงมาพักให้เย็น พร้อมทาน 

3. ขนมผิง สัมปันนี 

ขนมผิงมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นขนมที่ได้รับอิทธิพลจากขนมสไตล์โปรตุเกสโดย ท้าวทองกีบม้า เป็นผ็นำเข้ามาเผยแพร่ โดยคำว่าผิงนั้นมาจากการนำขนมไปผิงไฟเพื่อทำให้สุก

วิธีทำ - ผสมกะทิกับน้ำตาลทราย คนให้ละลาย นำขึ้นตั้งไฟเคี่ยวให้เป็นยางมะตูม ยกลงพักไว้ให้อุ่นพอกะทิอุ่น ใส่ไข่แดงลงไปผสมให้เข้ากัน แล้วค่อย ๆ เติมแป้งลงไปนวดให้เข้ากันจนแป้งเนียน พักไว้ 1 คืน เอาพลาสติกถนอมอาหารคลุมไว้ พอครบเวลา นำมานวดให้เข้ากันอีกครั้งค่อย ๆ ปั้นเป็นก้อนกลม เรียงใส่ถาดที่ทาน้ำมัน เข้าอบที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส ประมาณ 15 นาที ใช้ไฟบน-ล่าง เอาออกมาพักให้เย็น เสร็จแล้วก็เก็บใส่ภาชนะปิด


ที่มาของเนื้อหา

สัมปันนีเป็นขนมไทยโบราณที่มีประวัติยาวนานตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระนารารายณ์มหาราช ขนมสัมปันนีถูกจัดให้เป็นขนมมงคลที่นิยมใช้ในพิธีแต่งงานเพราะด้วยในสมัยก่อนเชื่อกันว่าขนมสัมปันนี มีความหมายของชื่อคือ อันเป็นที่รัก เวลาที่ทานเข้าไป ขนมจะค่อยๆ ละลายในปากจะรับรู้ได้ถึงกลิ่นหอมและความหวาน ความคิดถึงความรักและความห่วงใยจากขนมสัมปันนีโดยขนมสัมปันนีนั้นทำจากแป้งมันคั่ว พร้อมทั้งนวดผสมกับน้ำกะทิและน้ำตาลทรายขนมจะมีรสหวานและกลิ่นหอมของควันเทียนที่ใช้อบขนม อีกทั้งยังได้รสสัมผัสที่ละลายในปาก มีรูปร่างและสีสันสวยงามคล้ายกับดอกไม้

วีธีทำ - นำแป้งมันไปคั่วไฟอ่อนในกระทะทองเหลือง หรือ กระทะเทฟล่อนก็ได้ ค่อย ๆ คนแป้งสม่ำเสมอ ไม่งั้นแป้งจะไหม้เป็นหย่อม ๆ  สังเกตได้ว่าแป้งสุกเมื่อแป้งลื่น ไม่ติดกระทะ เมื่อแป้งสุกแล้ว ยกลงผสมกะทิกับน้ำตาลทรายขาวแล้วนำขึ้นตั้งไฟกลาง เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนน้ำตาลทรายละลายและกะทิเริ่มข้นขึ้น จากนั้นยกลง พักพออุ่นแบ่งแป้งตามชอบ ผสมกับกะทิ อัตราส่วน ต่อ 1 เช่น แป้ง 25 กรัม ต่อ กะทิ 25 กรัม หากต้องการทำสัมปันนีสีสันต่าง ๆ ให้แบ่งกะทิออกมา เติมสีก่อน แล้วค่อยคนผสมลงกับแป้ง นวดแป้งกับกะทิให้เข้ากัน แป้งต้องไม่เปียกเกินไป ออกแห้ง ๆ หน่อยถึงจะดี แต่ถ้าแห้งมากไป ไม่จับเป็นก้อน ให้เอาปลายนิ้วมือจุ่มกะทิเล็กน้อยแล้วนวดแป้งต่อ เพื่อเพิมความชุ่มให้เนื้อแป้ง อย่าเพิ่มกะทิเยอะ เพราะกะทินิดหน่อยก็ทำให้แป้งเหลวแล้ว หากเนื้อแป้งเหลวไป สามารถเติมแป้งมันคั่วได้โรยแป้งมันคั่วในพิมพ์สัมปันนีแล้วเคาะออก กันขนมติดพิมพ์ จากนั้นอัดขนมในพิมพ์แล้วเคาะออกนำไปอบเทียน 20 – 30 นาที สามารถเก็บใส่โหลไว้ได้ประมาณ 7 – 10 วัน



 




Share:

วันพุธที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2566

ขนมฝรั่งเศส

ขนมหวานฝรั่งเศสที่นิยมในประเทศไทย

เครป (Crepe)

เป็นขนมที่มีต้นกำเนิดมาจาก ประเทศฝรั่งเศส ในยุคแรกเริ่ม ของเครปนั้น เป็นอาหารของชาวบริตตัน แคว้นบริตตานี ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งใช้ แป้งบัควีต ( Buck Wheat ) มายวดกับน้ำมัน และเกลือจนได้ แป้งโด ( dough ) แล้วนำมาอบด้วยหินร้อน ๆ ซึ่งเรียกขนมนี้ว่า “กาเล็ตต์ ( galettes )” กินกับเนยแข็งและมันฝรั่งแทนขนมปัง โดยเฉพาะในยามข้าวยากหมากแพงอย่าง ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คำว่า เครป ( Crepe) ในภาษาฝรั่งเศสมีความหมายว่า ผ้าแพร   รูปแบบดั้งเดิมของฝรั่งเศส มีลักษณะเป็นแป้งเนื้อนิ่ม ส่วนมากเสิร์ฟแบบพับสามเหลี่ยมเช่นกัน ในอดีตมีการทาเนย โรยน้ำตาล หรือใส่ไส้ด้วยผลไม้ เห็ด เนยแข็ง และแฮม แต่ปัจจุบันคิดปรับปรุงสูตรใหม่ให้เข้ากับยุคสมัยและความนิยมของคนในแต่ละท้องถิ่นหรือประเทศนั้น ๆ เครป ที่ทอดสุกแล้ว มีลักษณะเป็นวงกลมสีเหลืองทองคล้ายกับดวงอาทิตย์ จึงเป็นขนมที่ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ ใช้ในการเสี่ยงทายของสังคมเกษตรในเทศกาลวัน ลา ฌองเดอเลอร์ ( La Chandeleur )

เครป ( Crepe ) เป็นขนมที่ประกอบด้วย แป้งสาลี ไข่ น้ำตาล นมเนย นำมาผสมกันเป็นเนื้อแป้งเดียวกัน แล้วเทลงกระทะ จะได้เป็นแผ่นแป้งวงกลม เมื่อทอดเริ่มสุกสามารถใส่ไส้ทั้งคาวและหวานได้ตามต้องการ ซึ่ง คนไทยหลายคน คงรู้จักกับขนมชนิดนี้กันเป็นอย่างดี เนื่องจากมีขายในท้องตลาดทั่วไปในลักษณะแป้งพับกรอบทรงสามเหลี่ยม ด้านในมีไส้ คาว หวาน ให้เลือกใส่ท็อปปิ้งได้ตามความต้องการของผู้บริโภค    วัน ลา ฌองเดอเลอร์ (La Chandeleur) มีอีกชื่อเรียกว่า วันเครปแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 2 กุมภาพันธ์ของทุกปี หรือ นับหลังจากวันคริสต์มาสเป็นเวลา 40 วัน ในวันนี้ชาวฝรั่งเศสจะฉลองด้วยการกินเครป หลากหลากชนิด เพื่อรำลึกถึงพระแม่มารีและพระบุตร (พระเยซู) วันนี้จึงจัดว่าเป็นวันสำคัญทางศาสนาของชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกอีกด้วย           




ที่มาของเนื้อหา 

มิลเฟย (Millefeuille) 

มีลเฟย ขนมที่แปลตรงตัวเลยก็คือขนมใบไม้พันใบ เป็นขนมที่ใช้แป้งพัฟฟ์เพสทรี มาอบให้แบน จากนั้นก็วางสลับชั้นกับครีมคัสตาร์ด ตกแต่งด้วยผลไม่ตระกูลเบอร์รีต่างๆ

โรยด้วยไอซิ่งเล็กน้อยให้หน้าตาสวยงาม ความพิถีพิถันของขนมชิดนี้เริ่มตั้งแต่การเตรียมแป้งพัพฟ์ต้องรีดแป้งพัพฟ์ใฟ้บางกำลังดี จากนั้นก็โรยน้ำตาลเล็ฏน้อยเพื่ให้แป้งพัพฟ์มีรสชาติแล้วจึงนำไปอบโดยใช้ถาดที่มีน้ำหนักวางทับไปบนแป้งพัพฟ์ อบให้ได้สีที่ส่วยงาม ก่อนจะนำมาตัดแป้งให้ได้ขนาดที่ต้องการ ต่อจากนั้นก็บีบครีมที่ละชั้นวางทับกันขึ้นไปประมาณ 3 ชั้น ก่อนจะตกแต่งด้วยผลไม้ แล้วจึงเสิร์ฟ องค์ประกอบทั้งหมดของสูตรมีลเฟยปรากฎในตำราอาหารจำนวนมากอย่างน้อยตั้งแต่ คริสศตวรรษที่ 16 แต่ต้นกำเนิดของขนมชนิดนี้ยังไงเป็นที่ทราบอย่างแน่ชัด

วิธีการทำ   1.ทำคัสตาร์ดครีมชีสโดยใส่ไข่แดงและน้ำตาลทรายในอ่างผสม ใช้ตะกร้อตีพอเข้ากัน ใส่แป้งข้าวโพด ตีจนแป้งไม่เป็นเม็ด ใส่ครีมชีส นมสด และกลิ่นวานิลลา ใช้ตะกร้อคนส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน ตั้งหม้อน้ำบนไฟกลาง พอเดือด ยกอ่างผสมไข่วางบนหม้อน้ำ ใช้พายยางคนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน คนจนส่วนผสมทุกอย่างข้น ปิดไฟ ใส่เนย คนจนเนยละลายเข้ากัน ปิดด้วยพลาสติกแรป พักให้หายร้อน ตีวิปปิ้งครีมในอ่างผสมอีกใบด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้าจนข้นฟู แบ่งวิปปิ้งครีมลงผสมกับส่วนผสมคัสตาร์ดครีมชีสทีละครึ่ง จนเข้ากันดี ปิดด้วยพลาสติกแรป พักในตู้เย็นช่องธรรมดา 2 ชั่วโมง

2. อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เตรียมไว้ นำแป้งพัฟฟ์เพสทรีออกจากตู้เย็นช่องแข็งประมาณ 15 นาทีให้คลายความเย็น คลึงแป้งพัฟฟ์ให้หนาประมาณ 2-3 มิลลิเมตรให้ได้ขนาดประมาณ 30×40 เซนติเมตร วางลงบนถาดอบที่ปูด้วยกระดาษไข ใช้ส้อมเจาะให้ทั่วแผ่นแป้ง ทาเนยละลายบางๆบนแป้ง โรยด้วยน้ำตาลทรายให้ทั่วแผ่นแป้ง ปิดทับด้วยกระดาษไขอีกแผ่น แล้วใช้ถาดที่มีขนาดเดียวกันทับด้านบน นำเข้าอบเป็นเวลา 15 นาที (หากสียังไม่สวยนำถาดและกระดาษไขด้านบนออก อบต่ออีก 5 นาที ให้ได้สีเหลืองสวย) นำออกจากเตาอบ พักให้แป้งเย็นลง ตัดขอบแป้งส่วนเกินออก แล้วตัดแผ่นแป้งให้มีขนาด 5X5 ซม. เท่าๆ กัน พักไว้ 

3. ตักส่วนผสมคัสตาร์ดครีมชีส ใส่ถุงบีบพร้อมหัวบีบ เตรียมไว้  

4. ประกอบชั้นมิลเฟยโดยบีบคัสตาร์ดครีมชีสสลับกับราสป์เบอร์รีจนเต็มแผ่น ทำซ้ำแบบนี้อีกแผ่น ส่วนแผ่นสุดท้ายบีบคัสตาร์ดครีมชีสให้ทั่วแผ่น วางซ้อนกันทั้งหมด 3 ชั้น ตามภาพ ตกแต่งด้วยสตรอวเบอร์รี ราสป์เบอร์รี บลูเบอร์รี และใบสะระแน่




เครมบรูเล่(Crème Brûlée)

เป็นของหวานชนิดหนึ่งของฝรั่งเศส   ซึ่งแปลกันแบบตรงๆ ตัวแล้วก็จะแปลได้ว่า “ครีมที่ถูกเผาไฟ”นื้อสัมผัสของ Crème Brûlée จะมีลักษณะเนียนนุ่มเป็นคัสตาร์ด   ด้านบนจะเป็นคาราเมลกรอบๆ ที่ได้จากการเผาน้ำตาล  ดั้งเดิมจะเป็น Vanilla Crème Brûlée  แต่ปัจจุบันมีการเพิ่มรสชาติต่างๆ อีกมากมาย  ไม่ว่าจะเป็นรสผลไม้ หรือชาต่างๆCrème Brûlée จะมีส่วนประกอบหลักเพียง 3 อย่าง  คือครีม  น้ำตาล  และไข่แดง  แต่งกลิ่นด้วยวนิลลา สามารถอบได้ 2 วิธี   ซึ่งจะให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน ครมบรูเล่เป็นขนมที่มีลักษณะเนื้อเหมือนกับคัสตาร์ด รสชาติหวานนุ่ม กลมกล่อมละมุนลิ้น และไม่เลี่ยน โดยจะถูกโรยน้ำตาลแล้วเบิร์นจนเป็นคาราเมลแสนอร่อย แต่ความอร่อยก็ยังสามารถปรับประยุกต์ต่อได้อีกตามชอบสามารถเพิ่มความอร่อยที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นได้ เช่น การนำผลไม้สดหรือท็อปปิ้งอื่น ๆ ที่ชื่นชอบมาวางตกแต่งเอาไว้ด้านบนให้สวยงามและตัดทานเข้าไปแบบฉ่ำ ๆ พร้อมกันกับเนื้อขนมเครมบรูเล่แสนอร่อย

  • นำไข่ไก่ลงในโถผสมใช้ตะกร้อตีไข่ให้ละเอียด ตามด้วยการเทไข่แดงตามลงไป ตีให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำน้ำตาลทรายขาวใส่ลงไปแล้วตีให้เข้ากันอีกครั้ง
  • เมื่อตีส่วนผสมเข้ากันดีแล้วให้นำนมสดรสจืดใส่ลงไปตีแล้วตีผสมให้เข้ากัน ตามด้วยวิปปิ้งครีมแล้วตีให้เข้ากันอีกครั้ง เติมกลิ่นวนิลาลงไปและคนผสมให้เข้ากัน
  • นำส่วนผสมที่ได้ไปกรองในตะแกรงเพื่อให้ได้ส่วนผสมที่มีความเนียนละเอียดมากขึ้น เมื่อกรองเสร็จแล้วให้นำเอาส่วนผสมที่ได้เทใส่ลงในบิ๊กเกอร์แล้วนำไปเทใส่ลงในถ้วย ประมาณ 3 / 4 ของถ้วย
  • โรยหน้าด้วยน้ำตาลแล้วเบิร์นจนเป็นคาราเมลหอมอร่อย และยังสามารถทำได้อีกวิธีหนึ่ง คือ การเทใส่ลงในถ้วยแล้วนำไปอบในเตาอบ โดยใช้ไฟบน-ล่าง ที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส ใช้เวลาอบประมาณ 30 นาที เท่านี้ก็จะได้ขนมเครมบรูเล่แสนอร่อยพร้อมทาน





มาการง(macaron)

    มาการอง คือ คุ๊กกี้ชิ้นเล็ก ๆ สองอันประกบกันมีไส้ตรงกลาง มีสีสันสดใส กรอบนอกนุ่มใน ที่ทำจากส่วนประกอบของอัลมอนด์ น้ำตาล ไข่ขาว ไส้ในด้วยกานาชหลากหลายรสชาติ เช่น สตรอเบอรี่ วนิลา ช็อกโกแลต อัลมอนด์ ผลไม้ตามฤดูกาล และถ้าจะให้เข้าถึงบรรยากาศฝรั่งเศสต้องทานคู่กับชา กาแฟ และคนรัก เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1791 

มาการองที่สมบูรณ์แบบ จะมีลักษณะเป็น Macaroon Feet หรือที่คนทำขนมเรียกว่า มีเท้า นั่นเอง มีผิวด้านบนที่เรียบเป็นเงา กรอบนอก และมีความนุ่มของเนื้อเมอแรงค์ที่เป็นไส้อยู่ตรงกลาง เราลองไปทำมาการองกันดูเลยดีกว่า

วิธีทำฝามาการอง ใส่อัลมอนด์ป่นกับน้ำตาลไอซิ่งลงในเครื่องบดอาหาร จากนั้น นำไปร่อนใส่ลงในอ่างผสมแล้วแบ่งเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กันใส่สีผสมอาหารลงไป จากนั้น ใส่ไข่ขาว และตะล่อมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันทำน้ำเชื่อม โดยใส่น้ำตาลทรายกับน้ำลงในหม้อ นำไปตั้งไฟจนเดือด ระหว่างนั้นตีไข่ขาวให้ขึ้นฟู รอให้น้ำเชื่อมเดือดที่อุณหภูมิ 118 องศาเซลเซียส ยกลงจากเตา จากนั้นค่อย ๆ เทลงในไข่ขาวที่ตีไว้ ตีผสมด้วยความเร็วสูงสุด จนไข่ขาวตั้งยอด จะได้อิตาเลียนเมอแรงค์ พักทิ้งไว้จนอุณหภูมิลดลงต่ำกว่า 50 องศาเซลเซียสใส่เมอแรงค์ลงไปในส่วนผสมอัลมอนด์ที่เตรียมไว้ โดยใส่เพียงนิดเดียวก่อน แล้วคนผสมให้เข้ากันตักส่วนผสมใส่ถุงบีบ แล้วบีบลงบนแผ่นรองอบ พักทิ้งไว้สักครู่จนผิวเรียบและเงา นำเข้าอบที่อุณหภูมิ 135 องศาเซลเซียส ประมาณ 14 นาที พอครบเวลานำออกจากเตา พักทิ้งไว้จนเย็นสนิท จึงค่อยนำใส่กล่อง แช่เย็น

มาการองไส้ช็อคโกแลต วิธีทำ - ร่อนผงโกโก้ น้ำตาลไอซิ่ง และผงอัลมอนด์บดละเอียด ลงในอ่างผสม พักทิ้งไว้ ตีไข่ขาวประมาณ 1-2 นาที จากนั้นใส่น้ำตาลทรายทีละนิด ตีไปเรื่อย ๆ จนได้เมอแรงค์ตั้งยอดแข็ง ใส่ผงโกโก้ที่ผสมไว้ในเมอแรงค์ ค่อย ๆ แบ่งใส่ แล้วใช้ไม้พายคนเบา ๆ จนส่วนผสมเป็นของเหลวเข้ากันดี นำส่วนผสมใส่ถุงบีบ บีบเป็นวงกลมเท่า ๆ กัน เคาะถาดเพื่อไล่อากาศ แล้วพักไว้ประมาณ 30 นาที จึงค่อยนำเข้าเตาอบอบที่อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส ประมาณ 12-15 นาทีเมื่ออบเสร็จนำออกจากเตา พักไว้ให้เย็นสนิท

วิธีทำไส้มาการอง - นำวิปครีม หรือนมสดมาตั้งไฟ พอเริ่มเดือดให้ยกลงจากเตาเทวิปครีม หรือนมสดลงในถ้วยช็อกโกแลตที่เตรียมไว้ ทิ้งไว้ 1 นาที แล้วจึงคนให้เข้ากันดีใส่เนยจืด คนให้ส่วนผสมเข้ากัน ปิดด้วยพลาสติก นำเข้าตู้เย็น รอจนเซตตัวแล้วตักใส่ถุงบีบ

วิธีประกอบมาการอง - แกะฝามาการองออกจากพิมพ์ บีบไส้ช็อกโกแลตลงไป ประกบคู่ฝามาการองให้หมด




Share: